ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปี 2018 นี้ เทรนด์ผมสั้นของผู้ชายนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นผมสั้นในแบบที่ใกล้เคียงกับทหารอเมริกันและฝ่ายสัมพันธมิตรในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 หรืออาจรวมไปถึงผู้คนในช่วงต้นศตวรรษก่อน ที่นิยมตัดผมสั้น ดูสะอาด เรียบร้อย ไม่ได้พยายามแหกคอกฉีกกฎแฟชั่นมากนัก ซึ่งต่างจากยุค 70-80 ที่เป็นยุคของอเมริกัน ฮิปปี้โดยสิ้นเชิง ยุคที่มีบุปผาชนนับล้าน ผู้ชายไว้ผมยาวถึงกลางหลัง บ้างก็ไว้ทรงแอฟโฟร่หัวฟู ๆ ไม่สนใจวัฒนธรรมเดิม ๆ ขนบธรรมเนียม และสงคราม ความสนใจหลักของพวกเขาคือดนตรี เสรีภาพ ยาเสพติด และความสัมพันธ์ที่ไม่ผูกมัด และแฟชั่นของเหล่าฮิปปี้ในช่วงนั้นก็คือการแสดงออกอย่างหนึ่งในเชิงสัญลักษณ์


อย่างไรก็ตามแฟชั่นทรงผมของผู้ชายในยุคนั้นไม่ได้ส่งอิทธิพลมาถึงบ้านเรามากนัก แต่จะมีผลในเรื่องของแฟชั่นเสื้อผ้าสีสันจัดจ้านมากกว่า หากนึกภาพไม่ออกก็ให้ลองนึกถึงหนังเรื่องแหยม ยโสธร นั่นแหละคือแฟชั่นในยุคนั้น


เข้าสู่ยุค 90 ดูเหมือนว่าทรงผมของผู้ชายในโลกตะวันตกกับในไทยเราก็ยังคงต่างกัน แม้เสื้อผ้าจะมีส่วนที่ใกล้เคียงกันบ้าง แต่พอดูที่ทรงผมแล้ว ในบ้านเราจะนิยมไปทางดารา-นักร้องในไทย แทบจะไม่เห็นใครที่ไปทางสกินเฮดแบบคีนู รีฟส์ในเรื่อง Speed ไว้ผมยาวแบบโรแบร์โต้ บาจโจ้ หรือตัดผมทรงเดียวกับสองพี่น้องกัลลาเกอร์จาก Oasis สักเท่าไร


จนกระทั่งในยุคนี้ ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาการตัดผมสั้นในแบบ American Vintage เป็นที่แพร่หลายมาก ที่สำคัญคือไม่ใช่เฉพาะในไทยหรือที่ใดที่หนึ่ง แต่มันได้รับความนิยมไปทั่วโลก ถึงแม้บางคนอาจจะมีการดัดแปลงทำรอยบากเพิ่มเข้าไปบ้าง อย่างไรก็ตามภาพรวมก็ยังคงเป็นทรงผมในแบบเดียวกันนั้นอยู่ดี ซึ่งเราสามารถเห็นแฟชั่นพวกนี้ได้จากผู้คนที่อยู่รอบ ๆ สื่อต่าง ๆ แบนเนอร์โฆษณาที่ติดอยู่ตามเว็บไซต์ ทั้งภาพยนตร์ เสื้อผ้า หรือเว็บฟุตบอลอย่าง SBOBETT


และเมื่อดูจากแนวโน้มแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าผมทรงนี้จะเสื่อมความนิยมลดลงเลย ความเรียบง่ายของมัน บางทีอาจทำให้นี่เป็นทรงผมที่เหมาะกับใบหน้าของผู้ชายได้เป็นธรรมชาติที่สุด

แบ่งปัน
Loading Facebook Comments ...

ไม่มีความคิดเห็น

ทิ้งคำตอบไว้